บุญกฐิน : ความพร้อมเพรียงของชาวพุทธและความมั่นคงของพระพุทธศาสนา

บุญกฐิน :  ความพร้อมเพรียงของชาวพุทธและความมั่นคงของพระพุทธศาสนา

โดย  ผู้ช่วยศาสตราจารย์บุญวัฒน์  บุญทะวงศ์

ผู้อำนวยการสำนักศิลปะและวัฒนธรรม

๑.  อารัมภากถา

พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย  คนไทยได้ยอมรับนับถือพระพุทธศาสนามาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน  จนทำให้พระพุทธศาสนากลายเป็นวิถีชีวิตของคนไทยและเป็นที่มาของศิลปวัฒนธรรมและประเพณีไทยทุกแขนง  ในช่วงเทศกาลออกพรรษาคือตั้งแต่วันแรม  ๑  ขึ้น  เดือน  ๑๑  ถึง  วันขึ้น  ๑๕  ค่ำ  เดือน  ๑๒  ตาม  “ฮิต”  หรือ  “จารีต  ๑๒”ของอีสานมีประเพณีหนึ่งซึ่งถือว่าเป็นประเพณีประจำเดือน  ๑๑  คือ  ประเพณี  “บุญกฐิน”  มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย  ในฐานะสถาบันอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น  มีภารกิจที่สำคัญคือ  การจัดการเรียนการสอน  การวิจัย  การบริการวิชาการและการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม  ดังนั้น  จึงอนุรักษ์และสืบสานประเพณีการทอดกฐินทุกปี  สำหรับในปีนี้  มหาวิทยาลัยกำหนดนำผ้ากฐินไปทอดถวายที่วัดวารินทราวาส  บ้านน้ำภู  ระหว่างวันที่  ๓-๔  พฤศจิกายน  ๒๕๕๙  เพื่อให้ทุกท่านได้รับทราบประวัติความเป็นมาของประเพณีการทอดกฐิน  จึงขออนุญาตเล่าเรื่อง  “บุญกฐิน”  เพื่อให้ได้ทราบดังนี้

 

๒.  ความหมายของกฐิน

กฐิน  เป็นชื่อของไม้สะดึงที่พระภิกษุใช้สำหรับ  ขึงผ้าทำจีวร  ท่านผู้อ่านคงทราบว่า  ในสมัยพุทธกาลนั้น  เครื่องนุ่งห่มของพระภิกษุที่เรียกว่า  “ผ้าไตรจีวร”  นั้นยังไม่มีสำเร็จรูปเหมือนปัจจุบัน  เวลาพระภิกษุจะได้ผ้าสำหรับนุ่งห่มนั้นจะต้องนำเศษผ้าที่เขาทิ้งไว้ตามสถานที่ต่าง ๆ  เช่น  ป่าช้า  เป็นต้น  (ผ้าบังสุกุล)  มาทำเป็นผ้าสำหรับนุ่งห่ม     การนำผ้าไปถวายแก่พระภิกษุอย่างต่ำ  ๕  รูป  ซึ่งอยู่จำพรรษาตลอดไตรมาส โดยไม่ขาดพรรษา  เรียกว่า  “การทอดกฐิน”

 

๓.  ความเป็นมาของการทอดฐิน

มีเรื่องกล่าวไว้ในคัมภีร์พระไตรปิฎกว่า  ภิกษุชาวเมืองปาฐาจำนวน  ๓๐  รูป  พากันไปเฝ้าพระพุทธเจ้า  ณ  พระเชตวันมหาวิหาร  ขณะที่พากันเดินทางไปนั้น  ไม่ทันวันเข้าพรรษา  จึงพักจำพรรษาที่เมืองสาเกด  หลังจากออกพรรษาแล้ว  จึงตากฝน  กรำแดดไปเฝ้าพระพุทธเจ้า  จีวรที่นุ่งห่มก็เปียกชุ่มไปด้วยน้ำฝน  พระพุทธองค์ทรงเห็นความลำบากของภิกษุเหล่านั้น  จึงทรงอนุญาตให้พระภิกษุรับผ้ากฐินได้  โดยมีนางวิสาขามหาอุบาสิกาเป็นผู้ถวายเป็นคนแรก  ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา  จึงมีประเพณีการทอดกฐินมาจนถึงปัจจุบัน

 

๔.  ประเภทของกฐิน

เดิมทีการทอดกฐินไม่มีพิธีอะไรมาก  เพียงแต่มีผ้าซึ่งได้เย็บย้อมไว้แล้วไปถวายแก่พระภิกษุก็เป็นกฐินแล้ว  แต่ในปัจจุบันพุทธศาสนิกชน  โดยเฉพาะชาวพุทธไทยได้จัดพิธีการทอดกฐินให้ดูยิ่งใหญ่และเป็นทางการมากขึ้น  จึงเป็นที่มาของกฐินประเภทต่าง ๆ  ซึ่งอาจสรุปได้ดังต่อไปนี้

๑.  จุลกฐิน  แปลว่า  กฐินน้อย  (กฐินแบบเรียบง่าย)  หมายถึง  การที่ทุกฝ่าย  (ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต)  ได้ร่วมกันจัด  ร่วมกันทำผ้า  เริ่มตั้งแต่  ปั่นด้าย  กรอด้าย  ตัด  เย็บ  ย้อมทำให้เป็นรูปแบบตามพระธรรมวินัยแล้วนำไปถวายในวันนั้น

๒.  มหากฐิน  แปลว่า  กฐินใหญ่  หมายถึง  กฐินที่ต้องเตรียมการมาก  มีสิ่งของที่ต้องจัดต้องทำมาก  มีบริวารข้าวของเครื่องใช้มาก  เรียกอีกอย่างว่า  “กฐินสามัคคี”

หรืออาจแบ่งกฐินออกเป็น  ๒  ประเภทตามลักษณะของวัดที่ไปทอด  คือ

๑. กฐินราษฎร์  หมายถึง  กฐินที่ผู้มีจิตศรัทธานำไปทอดถวายที่วัดซึ่งไม่เป็นพระอารามหลวง  (วัดราษฎร์)  ซึ่งอาจเป็นทั้งจุลกฐินและมหากฐินหรือกฐินสามัคคีก็ได้

๒. กฐินหลวง  หมายถึง  กฐินที่เกี่ยวข้องกับพระเจ้าแผ่นดินหรือพระบรมวงศานุวงศ์  ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น  ๓  ประเภทคือ

๑. ผ้ากฐินที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทอดถวายด้วยพระองค์เองหรือทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พระบรมวงศานุวงศ์ผู้ใหญ่ไปทอดถวายวัดที่เป็นพระอารามหลวง  (ชนิดราชวรมหาวิหาร)  เรียกว่า  “กฐินหลวง”

๒. ผ้ากฐินที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชดำเนินไปทอดถวายด้วยพระองค์เองที่วัดราษฏร์เรียกว่า  “กฐินต้น”

๓. ผ้ากฐินที่ส่วนราชการหรือเอกชนขอพระบรมราชานุญาตนำไปทอดถวายยังวัดที่เป็นพระอารามหลวงต่าง ๆ  เรียกว่า  “กฐินพระราชทาน”

 

๕.  ระยะเวลาสำหรับการทอดกฐิน

การทอดกฐินเป็นบุญพิเศษเพราะจำกัดด้วยเวลา  กล่าวคือมีระยะเวลาตั้งแต่แรม  ๑  ค่ำ  เดือน  ๑๑  (หลังจากออกพรรษา  ๑  วัน)  ถึงวันขึ้น  ๑๕  ค่ำ กลางเดือน  ๑๒  (วันลอยกระทง)  รวมระยะเวลา  ๑  เดือนเท่านั้น  จะทอดก่อนหน้านี้หรือหลังจากนี้ไม่ได้  จึงเป็นบุญพิธีที่พุทธศาสนิกชนนิยมทำกัน

 

๖.  พิธีทอดกฐิน

ขอนำพิธีการทอดกฐินที่ถูกต้องมานำเสนอดังต่อไปนี้

๑.  การจองกฐิน  กรณีกฐินราษฏร์  เมื่อมีความพร้อมและมีจิตศรัทธาต้องการจะทอดกฐิน  สิ่งแรกที่เจ้าภาพต้องกระทำก็คือ  “การจองกฐิน”  ซึ่งอาจทำเป็นหนังสือที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับวันเวลาที่จะทอดไปแจ้งวัดที่ตนประสงค์จะนำกฐินไปทอดหรืออาจแจ้งต่อเจ้าอาวาสวัดนั้น ๆ  ด้วยวาจาก็ได้  เพื่อทางวัดจะได้แจ้งให้ผู้อื่นทราบ  กรณีที่อาจมีคนประสงค์ที่จะนำกฐินไปทอดที่วัดนั้นเช่นกัน

กรณีกฐินหลวง  ให้หน่วยงานราชการหรือเอกชนที่มีความประสงค์จะขอพระบรมราชานุญาตทอดกฐิน  แจ้งต่อกรมการศาสนา  กระทรวงวัฒนธรรม  เพื่อขึ้นบัญชีไว้กราบบังคมทูลและแจ้งให้ทางวัดทราบ  เมื่อก่อนถึงวันกำหนดทอดก็ให้เจ้าภาพไปรับผ้าพระกฐินและเครื่องกฐินพระราชทานจากรมการศาสนา  ในทางปฏิบัติ  อาจรับมาไว้ที่ตั้งหน่วยงานหรือบ้านเจ้าภาพเพื่อเฉลิมฉลองก่อน  แล้วจึงนำไปตั้งไว้บริเวณหน้าพระอุโบสถในวันทอดโดยมีการจัดตกแต่งสถานที่ประกอบด้วยโต๊ะหมู่  เครื่องราชสักการะพระบรมฉายาลักษณ์หรือพระฉายาสาทิสลักษณ์  เป็นต้น ให้สมพระเกียรติ

๒.  การนำกฐินไปทอดถวาย  ถือคติว่า  “บุญกฐิน”  เป็นบุญพิเศษที่กระทำได้ยากยิ่ง  จึงนิยมมีการทำบุญฉลองกฐินก่อน  กรณีเป็นกฐินราษฏร์  เจ้าภาพก็จะตั้งองค์กฐินไว้ที่บ้าน  ในเย็นวันแรกของงานก็มักนิยมนิมนต์พระสงฆ์ซึ่งอยู่จำพรรษาที่วัดที่จะไปทอดกฐินจำนวน  ๙ รูป  มาเจริญพระพุทธมนต์สมโภชองค์กฐิน  รุ่งเช้าก็ทำบุญตักบาตร  หลังจากนั้นตอนสาย ๆ ก็แห่องค์กฐินไปทอด

กรณีกฐินพระราชทาน  (กฐินหลวง)  ก็อาจจัดในลักษณะเดียวกัน  กล่าวคือหน่วยงานราชการหรือเอกชนที่รับเป็นเจ้าภาพก็จัดให้มีการเฉลิมฉลององค์กฐินที่หน่วยงานนั้น ๆ  หรือที่บ้านของเจ้าภาพวันรุ่งขึ้นจึงเคลื่อนองค์กฐินไปทอดถวาย

๓.  การถวายกฐิน  กรณีเป็นกฐินราษฏร์หรือกฐินสามัคคีเมื่อได้เคลื่อนขบวนไปยังวัดที่จะทอดถวายแล้วก็แห่รอบอุโบสถ  ๓  รอบ  หลังจากนั้นก็นำผ้ากฐินพร้อมทั้งบริวารกฐินไปตั้งไว้  ณ  สถานที่กำหนด  เมื่อได้เวลาอันสมควรแล้ว  เจ้าภาพก็จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย  ผู้ที่เข้าร่วมพิธีทั้งหมดก็จะกล่าวคำบูชาพระรัตนตรัยและสมาทานเบญจศีล  ต่อจากนั้นก็จะเป็นการกล่าวถวายกฐิน  (นิยมให้เจ้าภาพเป็นผู้กล่าวคำถวายด้วยตนเอง)

กรณีกฐินพระราชทาน  (กฐินหลวง)  เมื่อขบวนแห่รอบพระอุโบสถเรียบร้อยให้นำบริวารกฐินไปไว้ในพระอุโบสถก่อน  ส่วนผ้ากฐินพระราชทานจะนำไปตั้งไว้บริเวณด้านหน้าพระอุโบสถตามที่กล่าวข้างต้นก่อน  เมื่อได้เวลาอันสมควรประธานในพิธีจึงถวายคำนับและรับพระราชทานผ้าพระกฐินจากพระบรมฉายาลักษณ์/พระฉายาสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ววางบนมือประคองเดินเข้าไปในพระอุโบสถ  โดยนำไปวางไว้บนพานที่ตั้งไว้หน้าพระสงฆ์รูปที่สอง  ต่อจากนั้นประธานในพิธีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย  เสร็จแล้วไปถือผ้าพระกฐินหันหน้าไปทางพระสงฆ์และกล่าวคำถวายผ้าพระกฐิน  (มีคำกล่าวถวายติดไว้ที่ผ้าพระกฐิน)  พระสงฆ์ก็จะกล่าวว่า  “สาธุ”  พร้อมกัน  ต่อแต่นั้นประธานก็นำผ้าพระกฐินไปวางไว้ที่หน้าพระสงฆ์รูปที่  ๒  แล้วกลับไปนั่งที่เดิม  พระสงฆ์ทั้งนั้นก็จะประกอบพิธีกรานกฐิน  เสร็จแล้วก็จะอนุโมทนา  ประธานพร้อมคณะก็กรวดน้ำรับพรเป็นเสร็จพิธี

 

คำถวายผ้ากฐิน

(ว่า  นะโม  ๓  จบ  ก่อน)  อิมํ   มยํ  ภนฺเต  สปริวารํ  กฐินจีวรทุสฺสํ  สงฺฆสฺส  โอโณชยาม สาธุ โน ภนฺเต   สงฺโฆ  อิมํ  สปริวารํ  กฐินจีวรทุสฺสํ   ปฏิคฺคณฺหาตุ   ปฏิคฺคเหตฺวา  จ  อิมินา  ทุสฺเสน  กฐินํ อตฺถรตุ อมฺหากํ  ทีฆรตฺตํ  หิตาย  สุขายฯ

คำแปล

ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายผ้ากฐินจีวร พร้อมของบริวารนี้ แก่พระสงฆ์             ขอพระสงฆ์จงรับ  ผ้ากฐิน  พร้อมของบริวารนี้ ของข้าพเจ้าทั้งหลาย  ครั้นรับแล้ว  จงกรานกฐิน ด้วยผ้าผืนนี้ เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย  ตลอดกาลนานเทอญ

 

๗.  อานิสงส์การทอดกฐิน

บุญกฐินเป็นบุญพิเศษมีอานิสงส์ทั้งผู้ทอดและผู้รับ ในฝ่ายคฤหัสถ์เมื่อนำผ้ากฐินไปทอดถวายแล้ว ย่อมได้รับอานิสงส์  ๕  ประการ คือ

๑. เป็นที่รักที่ชอบใจของชนหมู่มาก (เป็นคนมีเสน่ห์ มีคนรัก นิยม ชม ชอบ)

๒. เป็นที่คบหาของสัตบุรุษ (คนดี มีศีลธรรม อยากจะคบค้าสมาคมด้วย)

๓. กิตติศัพท์อันงามย่อมขจรทั่วไป (มีเกียรติยศ ชื่อเสียง เป็นที่นิยม ยกย่อง)

๔. ไม่ห่างเหินจากธรรมของคฤหัสถ์ (เป็นคนดี รู้จักให้ทาน รักษาศีล เจริญสมาธิภาวนา)  และ

๕. เมื่อตายไปแล้วย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ (อย่างต่ำ ๆ ก็ไปบังเกิดยังโลกสวรรค์)

 

ส่วนพระภิกษุที่ได้รับผ้ากฐินแล้ว  ได้รับอานิสงส์  ๕  ประการคือ

๑. เที่ยวไปไหนไม่ต้องบอกลา  (ธรรมเนียมของภิกษุเวลาจะไปไหนต้องบอกลาเจ้าอาวาสหรือภิกษุผู้อยู่ร่วมกัน)

๒. ไม่ต้องถือไตรจีวรไปครบสำรับ  (ปกติภิกษุเวลาไปไหนต้องนำไตรจีวรคือ  สบง  จีวร  และสังฆาฏิไปให้ครบ  แต่เมื่อได้รับกฐินแล้วไม่ต้องเอาไปครบทั้ง ๓  ผืน)

๓. ฉันคณะและปรัมปรโภชน์ได้  (ปกติ  ๒  ภิกษุเวลาฉันภัตตาหาร  ฉันใครฉันมัน  แต่เมื่อรับกฐินแล้ว  นั่งฉันเป็นวง  ฉันเป็นหมู่ได้)

๔. ทรงอดิเรกจีวรได้ตามปรารถนา  (ตามปกติภิกษุมีผ้าเพียง  ๓  ผืน  แต่เมื่อรับกฐินแล้วมีพุทธานุญาตให้รับผ้าเกิน  ๓  ผืนได้  เรียกว่า  “อดิเรกจีวร”)

๕. จีวรอันเกิดในที่นั้นย่อมเป็นของได้แก่พวกเธอ  (หลังจากได้รับผ้ากฐินแล้ว ภิกษุได้ขยายเขตรับอานิสงส์ทั้ง  ๕  ข้อไปอีก  ๔  เดือน

 

สรุปความก็คือการทอดกฐินได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่ายคือฝ่ายพระภิกษุและฝ่ายคฤหัสถ์  (ปกติทำบุญทั่วไป  จะได้อานิสงส์เฉพาะโยม  พระไม่ได้อานิสงส์)  พระภิกษุเมื่อได้รับกฐินแล้วได้รับข้อยกเว้นในพระวินัยหลายข้อ  เช่น  อยู่ปราศจีวรได้ตามปรารถนา  (ปกติต้องมีผ้าอยู่ครบทั้ง  ๓  ผืน)  เป็นต้น  สำหรับคฤหัสถ์ได้อานิสงส์ที่สำคัญทั้งในภพนี้และภพหน้าคือภพนี้อยู่ที่ไหนใครก็ไม่รังเกียจ  เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้พบเห็น  เมื่อล้มหายตายจากไป  (ภพหน้า)  อย่างน้อยก็ไปบังเกิดในสุคติโลกสวรรค์

 

๘.  คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทอดกฐิน

อย่างที่กล่าวตั้งแต่ต้นว่า  พุทธศาสนิกชนโดยทั่วไปถือว่าการทอดกฐินเป็นการทำบุญที่ได้บุญมาก  เพราะเป็นการทำบุญที่มีเวลาทำที่จำกัดเพียงหนึ่งเดือน  (กาลทาน)  และเป็นการถวายทานที่ไม่จำเพราะเจาะจงภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง  (สังฆทาน)  จึงเป็นที่สนใจของคนทั่วไป  และมักมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการทอดกฐินและมีคำถามที่ถามกันบ่อย ๆ  เช่น  ถ้าวัดที่จะไปทอดกฐินมีพระภิกษุไม่ถึง  ๕  รูปตามกำหนด  (ตามหลักพระวินัยพระภิกษุที่จะรับกฐินได้ต้องมีอย่างต่ำ  ๕  รูป)  จะเป็นกฐินที่สมบูรณ์หรือไม่  การที่ต่างคนต่างนำผ้าไตรไปถวายจะเป็นกฐินหรือไม่  และทำไมในกองกฐินจึงมีรูปสัตว์ต่าง ๆ  เช่น  จระเข้  เป็นต้น  ขออนุญาตคลายข้อสงสัยดังนี้

๑. การทอดกฐินวัดที่มีพระภิกษุจำพรรษาไม่ถึง  ๕  รูปจะเป็นกฐินหรือไม่?

ข้อที่เป็นคุณสมบัติสำคัญของพระภิกษุที่จะครองกฐิน  (สิทธิของภิกษุผู้กรานกฐิน)  มี  ๓  ประการ  คือ  หนึ่ง  ต้องจำพรรษาในวัดนั้นถ้วนไตรมาสโดยไม่ขาดพรรษา  สองต้องอยู่ในอาวาสเดียวกัน  และสามมีพระภิกษุอยู่จำพรรษาร่วมกันตั้งแต่ห้ารูปขึ้นไป

มีข้อสงสัยว่า  ถ้าในวัดนั้น  มีพระภิกษุอยู่จำพรรษาไม่ถึงห้ารูป  (ปัจจุบันมีมาก เพราะคนบวชกันน้อย  โดยเฉพาะวัดในชนบท)จะเป็นกฐินหรือไม่

คำตอบก็แบ่งเป็น  ๒  อย่างคือ  หนึ่งจัดเป็นกฐินที่สมบูรณ์  สองเป็นกฐินไม่สมบูรณ์  (เป็นเพียงผ้าป่า)  แล้วผู้อ่านคิดว่าการทอดกฐินในลักษณะเช่นนี้  จะเป็นกฐินที่สมบูรณ์หรือไม่?

ขออเรียนให้ทราบว่า  ถึงแม้ในวัดที่จะนำกฐินไปทอดกฐินมีพระภิกษุจำพรรษาไม่ถึง  ๕  รูป  (ตามพระวินัย)  ก็จัดเป็นกฐินที่สมบูรณ์ได้  วิธีทำก็คือ  ต้องไปนิมนต์พระภิกษุจากวัดอื่นมาร่วมให้ครบองค์สงฆ์  เรียกภาษาพระวินัยว่าเป็น “คณะปูรกะ”  แต่ว่า  พระภิกษุจากวัดอื่นที่มาร่วมสังฆกรรมนั้นไม่มีสิทธิในการครองผ้ากฐิน  มาเพียงเพื่ออนุเคราะห์ให้พระภิกษุในวัดนั้น  ได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัยเท่านั้น  ดังนั้น  จึงขอให้สบายใจได้ว่า  ถึงแม้จะมีพระภิกษุจำพรรษาไม่ครบ  ๕  รูปตามที่กล่าวแล้ว  ก็จัดเป็นกฐินที่สมบูรณ์ตามหลักพระธรรมวินัยทุกประการ

๒. การที่ต่างคนต่างนำผ้าไตรจีวรไปถวายจะเป็นกฐินหรือไม่?

มีข้อคำถามอีกอย่างหนึ่งที่มีคนสงสัยกันมากก็คือ  การที่ต่างคนต่างนำผ้าไตรไปทอดกฐินจะเป็นกฐินหรือไม่  (วัดดัง ๆ  จะมีสาธุชนนำผ้ากฐินไปร่วมกันทอดเป็นจำนวนมาก)

ขอเรียนให้ทราบว่า  ผ้ากฐินจะมีเพียงผืนเดียวเท่านั้น  อาจเป็นจีวร  (ผ้าสำหรับห่ม)  สบง  (ผ้าสำหรับนุ่ง)  หรือ  สังฆาฏิ  (ผ้าสำหรับซ้อน)  นอกนั้นถือว่าเป็นเพียงบริวารกฐิน  เพราะฉะนั้น  เวลาพระภิกษุจะทำพิธีกรานกฐินท่านจะใช้ผ้าเพียงผืนเดียว  (ปัจจุบันใช้ผ้าไตร:จีวร  สบง  สังฆาฏิ)  ผ้าอื่น ๆ  จัดเป็นบริวารกฐินทั้งหมด

ถามว่า  การทอดกฐินก็มีวัตถุประสงค์เพื่อนำผ้าไปให้พระภิกษุที่อยู่จำพรรษาครบไตรมาสได้ผลัดเปลี่ยน  ทำไม  จึงถวายผ้ากฐินแก่พระภิกษุเพียงรูปเดียว...นี่แหละเป็นความพิเศษของบุญกฐิน  ขอให้ผู้อ่านเข้าใจให้ถูกต้องว่า  พระภิกษุที่จะครองกฐินไม่ได้จำกัดว่าเป็นเพียงเจ้าอาวาสเท่านั้น  แต่ทรงมีพระบรมพุทธานุญาตให้พระภิกษุที่มีจีวรเก่าที่สุดเป็นองค์ครองผ้าและที่สำคัญพระภิกษุรูปนั้นจะต้องมีผู้มีคุณธรรม  เช่น  มีศีล  มีสติปัญญา  รู้วิธีเกี่ยวกับกรานกฐิน  เป็นต้น  ดังคำอุปโลกน์กฐินที่พระภิกษุได้กระทำสังฆกรรมในพิธีทอดกฐินดังนี้

(พระคู่สวดรูปที่  ๑  ว่า)  ผ้ากฐินทานกับทั้งผ้าอานิสังสบริวารทั้งปวงนี้  เป็นของ...(ใส่ชื่อเจ้าภาพหลัก)  พร้อมด้วย...(ใส่ชื่อเจ้าภาพรอง)  ผู้ประกอบด้วยศรัทธา  อุตสาหะพร้อมเพรียงกันนำมาถวาย  แด่พระภิกษุสงฆ์ผู้อยู่จำพรรษาถ้วนไตรมาสในอาวาสนี้  ก็แลผ้ากฐินทานนี้เป็นของบริสุทธิ์  ดุจเลื่อนลอยมาโดยนภากาศ  แล้วแลตกลงในที่ประชุมสงฆ์  จะได้จำเพาะเจาะจงลงว่าเป็นของพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งก็หามิได้  มีพระบรมพุทธานุญาตไว้ว่า  ให้พระสงฆ์ทั้งปวงยอมอนุญาตให้แก่ภิกษุรูปหนึ่ง  เพื่อจะทำซึ่งกฐินถารกิจตามพระบรมพุทธานุญาต  และมีคำพระอรรถกถาจารย์ผู้รู้พระบรมพุทธาธิบายสังวรรณนาไว้ว่า  ภิกษุรูปใดประกอบด้วยสีลสุตาธิคุณ  มีสติปัญญาสามารถ  รู้ธรรม  ๘  ประการมีบุพกิจ  เป็นต้น  ภิกษุรูปนั้นจึงสมควรเพื่อจะกระทำกฐินถารกิจตามพระบรมพุทธานุญาตได้...บัดนี้พระสงฆ์ทั้งปวง  จะเห็นสมควรแก่ภิกษุรูปใด  จงพร้อมกันยอมอนุญาตให้แก่ภิกษุรูปนั้นเทอญ...(พระสงฆ์ทั้งนั้นกล่าว  “สาธุ”  พร้อมกัน)

(พระคู่สวดรูปที่  ๒  ว่า)  ผ้ากฐินทานกับผ้าอานิสังสบริวารทั้งปวงนี้  ข้าพเจ้าพิจารณาเห็นสมควรแก่...(ใส่ชื่อพระภิกษุที่ครองกฐิน)  เป็นผู้มีสติปัญญาสามารถ  เพื่อกระทำกฐินถารกิจ ให้ถูกต้องตามพระบรมพุทธานุญาตได้  ถ้าพระภิกษุรูปใดเห็นไม่สมควร  จงทักท้วงขึ้นในท่ามกลางระหว่างสงฆ์  (หยุดนิดหนึ่ง)  ถ้าเห็นสมควรแล้วไซร้  จงให้สัททสัญญาสาธุการขึ้นให้พร้อมกันเทอญ...(พระสงฆ์ทั้งนั้นรับว่า  “สาธุ”  พร้อมกัน)

จะเห็นได้ว่า  เรื่องการทอดกฐินนั้นเป็นเรื่องของการปฏิบัติตามพระวินัยและเป็นการทำตามพระพุทธประสงค์ที่ต้องการให้พระภิกษุอยู่กันด้วยความรัก  สมัครสมานสามัคคี  ดังนั้น  สาธุชนผู้ใจบุญพึงเข้าใจว่า  หากท่านนำผ้าไตรไปร่วมทอดกฐิน  ผ้าของท่านก็เป็นบริวารกฐิน  ให้ถวายเป็นอดิเรกจีวรแก่พระภิกษุรูปอื่นในวัดนั้น ๆ  ได้มีผ้าสำหรับผลัดเปลี่ยน  (เป็นอานิสงส์ข้อหนึ่งสำหรับพระภิกษุที่รับกฐินแล้ว) ถ้ามองในมุมบวกก็ถือว่าเราโชคดีที่ได้บุญสองต่อ  คือได้บุญจากการทอดกฐิน  ซึ่งเป็นการถวายทานอย่างพิเศษ  และยังได้ถวายผ้าให้พระภิกษุรูปอื่นได้ผลัดเปลี่ยน(เหมือนผ้าป่าในสมัยพุทธกาล)อีกด้วย

๓. ทำไมในกองกฐินจึงมีรูปสัตว์ต่าง ๆ  เช่น รูปจระเข้  เป็นต้น

ขออนุญาตเล่าตำนานเรื่องจระเข้ในงานกฐินให้ฟังว่า  สมัยหนึ่งมีสองสามีภรรยาเป็นคนที่มีฐานะดีพอสมควร  สองคนมีนิสัยต่างกัน  คือสามีเป็นคนใจบุญ  เงินส่วนใหญ่หมดไปกับการทำบุญ  ส่วนภรรยาเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียว  ไม่เห็นด้วยกับสามีที่ได้เงินทองมาก็มีแต่นำไปทำบุญ  ต่อมาภรรยาเกิดเสียชีวิตด้วยความที่มีจิตใจยังอาลัยในทรัพย์สมบัติอยู่ก็ไปเกิดเป็นจระเข้อยู่ในท่าน้ำบริเวณบ้านของตนเอง  ฝ่ายสามีก็ยังคงทำบุญอยู่เรื่อย ๆ  มีอยู่ครั้งหนึ่งได้จัดบุญใหญ่คือบุญทอดกฐิน  ได้พากันนำเครื่องกฐินใส่เรือแห่ไปที่วัด  จระเข้  (ภรรยาที่เสียชีวิตไป)  ก็ว่ายไปตามขบวนแห่กฐิน  ด้วยระยะทางที่ยาวไกล  จระเข้ว่ายน้ำจนเหนื่อยอ่อนใจแทบขาด  ก็เลยมาปรากฏกายให้ขบวนกฐินเห็นและบอกกับสามีว่าตนเองไปเกิดเป็นจระเข้อยู่ในท่าน้ำใกล้บ้าน  เพราะยังห่วงทรัพย์สมบัติอยู่  และก่อนตายก็ไม่เคยทำบุญสุนทรทานอะไรไว้  จึงทุกข์ทรมานมาก  การทอดกฐินเป็นการกระทำที่ได้บุญกุศลมาก  ขอให้ได้มีส่วนร่วมอนุโมทนาด้วย  แต่ว่าตนเองเป็นสัตว์เดรัจฉานไม่สามารถทำบุญกุศลได้  ขอให้วาดรูปของตนเป็นเครื่องบริวารกฐินให้ด้วย  จะได้รับบุญกุศลด้วย  เสร็จแล้วก็สิ้นใจ  ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา  เมื่อมีผู้ใจบุญจะทอดกฐินก็นิยมมีรูปจระเข้ร่วมเป็นบริวารด้วย

อีกตำนานหนึ่งกล่าวว่า  การจะเดินทางไปทอดกฐินสมัยก่อนต้องเดินทางไกลใช้เวลายาวนาน  ผู้ที่จะไปทอดกฐินต้องตื่นกันตั้งแต่เช้าตรู่  มองไปบนท้องฟ้าเห็นดาวจระเข้อยู่ไกล ๆ  จึงได้นำเอารูปจระเข้ในดวงดาวมาเป็นสัญลักษณ์ของการทอดกฐินด้วย  ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็มีการนำรูปจระเข้มาเป็นบริวารกฐินถึงปัจจุบัน

นี่เป็นเพียงตำนาน  ส่วนข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรท่านผู้อ่านลองพิจารณาดู  แต่ผู้เขียนขออนุญาตแสดงความคิดเห็นว่า  ในช่วงเทศกาลทอดกฐินหลังออกพรรษาเป็นเวลาหนึ่งเดือนนั้น  เป็นช่วงที่เศรษฐกิจมีความคึกคักเป็นพิเศษอันเนื่องมาจากการทำบุญทอดกฐิน  ท่านจะสังเกตว่าในระยะเวลาหนึ่งเดือนนี้จะมีขบวนกฐินจากต่างถิ่นต่างที่โดยเฉพาะจากเมืองใหญ่ ๆ  เช่น กรุงเทพฯ  เดินทางมาทอดกฐินตามวัดวาอารามต่าง ๆ  ในต่างจังหวัด  จึงทำให้เงินเกิดการหมุนเวียน  ทำให้เศรษฐกิจที่กำลังซบเซามีความคึกคักเป็นพิเศษ  ปีหนึ่ง ๆ  หลายร้อยล้านบาทเลยทีเดียว  และที่สำคัญเงินทองที่ได้จากการทอดกฐินที่มีผู้ใจบุญร่วมกันบริจาคคนละเล็กคนละน้อย  เมื่อนำมารวมกันก็จะเป็นเงินจำนวนมากพอที่จะนำไปสร้างถาวรวัตถุทางพระพุทธศาสนา  เช่น  โบสถ์  วิหาร  ศาลาการเปรียญ  เป็นต้น  ไว้เป็นสมบัติของชาติไทย  เป็นมรดกทางวัฒนธรรมให้แก่อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้กันสืบต่อไป  และปัจจุบันเงินจากกฐินและผ้าป่ายังส่งผลไปถึงเด็กไทยในชนบทไม่ว่าจะเป็นเครื่องกีฬา  อุปกรณ์การเรียน  เป็นการพัฒนาเยาวชนของชาติอีกทางหนึ่งด้วย

 

๙.  ข้อควรสังเกตในการทอดกฐิน

การทำบุญทุกอย่างมีวัตถุประสงค์เพื่อจะชำระล้างกิเลสที่เปรียบเสมือนสิ่งของสกปรกที่อยู่ในจิตใจ  เพราะฉะนั้น  การทอดกฐินที่จะให้เป็นบุญเป็นกุศลจริง ๆ  ต้องกระทำเพื่อชำระล้างกิเลสทั้งหลาย  แต่เท่าที่สังเกตจากการทอดกฐินของชาวพุทธไทยปัจจุบัน  มักจะกระทำบุญที่เปื้อนบาป  กล่าวคือไม่เป็นบุญเป็นกุศลจริง ๆ

วัตถุประสงค์ของการทอดกฐินจริง ๆ  ก็คือการนำเอาผ้าจีวรไปให้พระสงฆ์ท่านได้ผลัดเปลี่ยน  เพราะตลอดพรรษากาลท่านต้องตากฝนตากลมโดยไม่มีผ้ามาผลัดเปลี่ยน  ผู้เขียนสังเกตว่า  กฐินที่เป็นกฐินจริง ๆ  ก็คือ  “กฐินหลวง”  ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหรือพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จไปทอดซึ่งควรถือเป็นแบบอย่างกฐินที่ถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัยได้  เพราะมีแต่เพียงผ้ากฐิน  (ผ้าไตรจีวร)เท่านั้น  ส่วนบริวารกฐินก็มีเพียงเล็กน้อย

การทอดกฐินโดยทั่วไปมักจะมองข้ามสิ่งนี้ไป  ผู้คนทั่วไปมักจะถามว่า  “ทอดกฐินปีนี้ได้เงินเข้าวัดเท่าไร”  ทั้ง ๆ  ที่ตามความเป็นจริงแล้ว  การทอดกฐินก็คือการนำผ้าไตรจีวรไปถวายให้พระสงฆ์ได้ผลัดเปลี่ยนเท่านั้น  เมื่อเป็นเช่นนี้  คนที่มีกำลังเงินไม่มาก ก็ไม่สามารถที่จะเป็นเจ้าภาพทอดกฐินได้  อีกประการหนึ่ง  งานกฐินแต่ละงานก็ล้วนแต่เน้นความสนุกสนานจนเกินพอดี  เช่น  จัดให้มีมหรสพสมโภช  ซึ่งบางครั้งก็ทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันกลายเป็น  “กฐินเลือด”  ไป  เพราะฉะนั้น  จึงขอฝากให้ได้ช่วยกันพิจารณาได้จัดงานบุญกฐินให้เป็น “บุญบริสุทธิ์” คือ ได้บุญกุศลจริง

และในวันที่ ๓-๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๙นี้ ขอเชิญผู้บริหาร อาจารย์ บุคลากรและนักศึกษาไปร่วมบุญทอดกฐินสามัคคีมหาวิทยาลัยราชภัฏเลย โดยชาวมหาวิทยาลัยราชภัฏเลยทุกคน จะร่วมกันน้อมอุทิศคุณความดีที่เกิดจากการทอดกฐินครั้งนี้ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศครับ....และขอเรียนให้ทราบว่า โดยปกติวัดวารินทราวาส บ้านน้ำภู ไม่เคยมีการทอดกฐิน เนื่องจากหลวงปู่วิลาศ ปสาทิโก เจ้าอาวาสท่านเคร่งครัดในพระธรรมวินัย ไม่เคยรับกฐินของใครมาก่อน เนื่องจากวัดท่านมีพระจำพรรษาเพียง ๓ รูป แต่ปีนี้ องค์หลวงปู่ท่านเมตตามหาวิทยาลัยราชภัฏเลยเป็นพิเศษ จึงยินดีรับผ้ากฐินครับ

 


สายตรงผู้อำนวยการ

ผศ.ดร.สาคร พรหมโคตร

ผู้อำนวยการสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย โทร. 098-828-2479

easy image caption plugin

บทความเด่น

ที่อยู่-ประวัติ

ประวัติ

สำนักศิลปะและวัฒนธรรม เป็นหน่วยงานในสังกัดมหาวิทยาลัยราชภัฏเลย มีบทบาทหน้าที่ในการทำนุบำรุง เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นของจังหวัดเลย รวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และสำนึกในความเป็นไทยแก่นักศึกษา

Read more...
ที่อยู่สำนัก

สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย ที่อยู่ : 234 ถนนเลย-เชียงคาน ตำบลเมือง อำเภอเมือง จังหวัดเลย 42000 โทร : 042-808000 ต่อ 45128 อีเมล์ : art.culture.lru@gmail.com เว็บไซต์ : http://culture.lru.ac.th เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 8:30-16:30 น. (ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์)

Read more...
Joomla Accordion

FaceBook

facebook likebox joomla module

ตรวจสอบสภาพอากาศ

Partly Cloudy

25°C

LOEI

Partly Cloudy

Humidity: 37%

Wind: 17.70 km/h

  • 16 Aug 2017

    Mostly Sunny 27°C 14°C

  • 17 Aug 2017

    Mostly Cloudy 26°C 16°C